บทที่ 14 ความห่วงใยที่ไม่ยอมรับ

เช้าวันต่อมา อชิระโทรหาศรุตภัทรอีกครั้งก่อนเริ่มประชุม

“เช็กเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวของพิชญาเพิ่มให้ฉัน”

ศรุตเงียบไปเล็กน้อย “เอาอีกแล้วหรอ?”

“ฉันอยากรู้ว่าเธอขายอะไรไปบ้างหลังพ่อเสีย”

“อชิระ นายกำลังสืบเมียหรือกำลังทำบัญชีทรัพย์สินเขากันแน่”

“แค่ทำตามที่บอก”

“แล้วถ้าเจอว่าเขาขายหมดเพื่อเอาเงินไปรักษาแม่จริง ๆ นายจะทำยังไง”

คำถามนั้นทำให้อชิระเงียบไป เขาเองก็ยังไม่รู้

ช่วงบ่าย ศรุตส่งข้อมูลกลับมาเพียงสั้น ๆ พิชญาขายนาฬิกาหรูหนึ่งเรือน กระเป๋าแบรนด์เนมสองใบ และเครื่องประดับบางส่วนผ่านร้านรับซื้อที่มีเอกสารชัดเจน เงินเกือบทั้งหมดถูกโอนไปยังบัญชีโรงพยาบาลกับบัญชีบริษัทภายในเวลาไม่กี่วัน

อชิระอ่านรายงานซ้ำสองรอบ ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหนักใจ

สิ่งที่เห็นยังคงตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเคยเชื่อ

เย็นวันนั้น เขาไม่ได้กลับบ้านทันที แต่ให้คนขับรถไปส่งที่โรงพยาบาลซึ่งวาริณีรักษาตัวอยู่ ชายหนุ่มไม่ได้บอกพิชญา และตัวเองก็ยังหาเหตุผลไม่ได้ว่ามาทำไม กระทั่งเดินมาถึงหน้าห้องพักผู้ป่วย เขาจึงเห็นภาพด้านในผ่านช่องกระจก พิชญานั่งอยู่ข้างเตียงมารดา กำลังป้อนน้ำทีละน้อยด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าที่อยู่กับเขามักเต็มไปด้วยความดื้อรั้นกลับอ่อนโยนอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

วาริณีพยายามยกมือขึ้นแตะแก้มลูกสาว พิชญาจึงโน้มตัวเข้าไปหา ยิ้มให้มารดา แล้วหัวเราะกับคำพูดที่อชิระไม่ได้ยิน ไม่มีท่าทีของผู้หญิงที่กำลังเสียใจเพราะต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ไม่มีความรำคาญ มีเพียงความรักอย่างหมดหัวใจ

อชิระยืนมองอยู่ตรงนั้นนานกว่าที่ตั้งใจ บางทีศรุตอาจพูดถูก

เขาอาจกำลังพยายามหาหลักฐานเพื่อยืนยันว่าตัวเองเกลียดเธอได้อย่างถูกต้องมาตลอด ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกอย่างที่พบกลับค่อย ๆ ทำลายเหตุผลเหล่านั้นลงทีละชิ้น โทรศัพท์ในมือสั่นขึ้น ข้อความจากศรุตปรากฏบนหน้าจอ มีอีกเรื่องที่นายควรรู้ อชิระกดเปิดทันที ก่อนคุณพิชิตเมธเสียประมาณสองเดือน เขาเคยนัดพบคนของวราธิกุลกรุ๊ปหลายครั้ง แต่ชื่อคนที่ไปพบถูกลบออกจากตารางนัดหมายภายในบริษัท แววตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที

เขาพิมพ์กลับเพียงประโยคเดียว หาว่าเป็นใคร

เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง พิชญายังคงนั่งอยู่ข้างเตียงมารดาโดยไม่รู้เลยว่า สามีที่เธอคิดว่าเกลียดครอบครัวของตนกำลังยืนอยู่หลังประตู

และยิ่งอชิระสืบลึกลงไปมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเริ่มพบว่าเรื่องที่ผู้ใหญ่เคยบอกเขามาตลอดหลายปี...อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

อชิระยืนอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยอีกหลายนาที ก่อนตัดสินใจถอยออกมาโดยไม่ให้คนด้านในรู้ว่าเขาเคยมาที่นี่ ชายหนุ่มเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์การเงินชั้นพิเศษ สอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายของวาริณีอย่างตรงไปตรงมา “ยังมียอดค้างอยู่เท่าไรครับ”

เจ้าหน้าที่ตรวจข้อมูลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแจ้งจำนวนเงินที่สูงพอสมควร ทั้งค่าห้อง ค่ากายภาพ ค่ายา และการรักษาต่อเนื่องในอีกหลายเดือนข้างหน้า อชิระฟังจนจบโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง

“ผมจะวางเงินไว้ก่อน”

เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ “ทั้งหมดเลยหรือคะ”

“รวมค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ไว้อีกหกเดือนด้วย ถ้ามีการรักษาอะไรที่แพทย์เห็นว่าจำเป็นก็ทำไป ไม่ต้องตัดเพราะเรื่องค่าใช้จ่าย”

“แล้วชื่อผู้ชำระ”

“ไม่ต้องบอกคนไข้กับญาติว่าเป็นผม”

เจ้าหน้าที่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับตามหน้าที่

อชิระรูดบัตรโดยไม่ลังเล เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปิดบัง บางทีอาจเพราะไม่ต้องการให้พิชญาคิดว่าเขากำลังสงสาร หรืออาจไม่อยากเห็นสายตาแข็งกร้าวของเธอยามพูดว่าไม่ต้องการเงินจากเขาอีก

ชายหนุ่มเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้

วันต่อมา พิชญาพบว่าโต๊ะทำงานของตัวเองไม่มีแฟ้มหนาเป็นตั้งวางรออยู่เหมือนหลายวันที่ผ่านมา งานที่ได้รับมีเพียงรายงานตลาดซึ่งเหมาะสมกับตำแหน่งและเวลาทำงานตามปกติ เธอนั่งมองอีเมลอยู่ครู่หนึ่งอย่างไม่ไว้ใจ ก่อนหันไปถามพนักงานข้างโต๊ะ

“วันนี้ไม่มีงานด่วนจากชั้นบนหรือคะ”

อีกฝ่ายส่ายหน้า “ไม่มีนะคะ แปลกเหมือนกัน ปกติคุณอชิระชอบส่งงานลงมาตอนบ่าย”

พิชญาหรี่ตา ยิ่งไม่มี ยิ่งน่าสงสัย ตอนพักเที่ยง เลขานุการของอชิระกลับนำกล่องอาหารมาวางบนโต๊ะเธอ

“คุณอชิระให้เอามาให้ค่ะ”

พิชญามองกล่องนั้นเหมือนมีระเบิดซ่อนอยู่ “ทำไมคะ”

เลขานุการยิ้มเจื่อน “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ คุณอชิระบอกว่าคุณไม่ได้ลงไปทานข้าว”

“เขาว่างถึงขั้นสังเกตว่าฉันกินหรือไม่กินเลยหรือคะ”

อีกฝ่ายไม่กล้าตอบ ได้แต่ยิ้มแล้วรีบเดินออกไป

พิชญาเปิดกล่องออก ข้างในเป็นอาหารไทยรสไม่จัดกับผลไม้ ทุกอย่างดูธรรมดา ทว่าเธอกลับนั่งจ้องอยู่นาน ก่อนพึมพำกับตัวเอง “ผีเข้าหรือไง”

แม้ปากจะบ่น แต่สุดท้ายก็กินจนหมด

เย็นวันเดียวกัน เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เธอกลับพบเรื่องประหลาดกว่าเดิม “คุณพิชญาคะ เรื่องค่าใช้จ่ายของคุณวาริณีไม่ต้องกังวลแล้วนะคะ มีผู้ชำระวางวงเงินไว้เรียบร้อยค่ะ”

หญิงสาวชะงัก “ใครคะ”

“ผู้ชำระแจ้งว่าไม่ประสงค์เปิดเผยค่ะ”

“แต่ฉันเป็นญาติคนไข้ ฉันควรรู้ว่าใครจ่ายเงินจำนวนนี้”

เจ้าหน้าที่ได้แต่กล่าวขอโทษ เพราะอีกฝ่ายขอเก็บข้อมูลเป็นความลับ

พิชญาเดินออกมาด้วยความสงสัย ในหัวไล่ชื่อคนรู้จักทีละคน แต่ไม่ว่าใครก็ไม่น่าจะจ่ายเงินก้อนใหญ่โดยไม่บอกเธอ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป